วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553

พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.๒๕๕๐ : กรอบการการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานดำเนินการแก่วารสารฟ้าเดียวกัน

พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.๒๕๕๐ :กรอบการการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานดำเนินการแก่วารสารฟ้าเดียวกัน





วารสารฟ้าเดียวกัน เป็น “หนังสือพิมพ์” ตามบทนิยามศัพท์มาตรา ๔ วรรค ๔ แห่งพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.๒๕๕๐* เค้าโครงพระราชบัญญัติฉบับนี้แบ่งเป็น ๒ หมวด คือ ๑.สิ่งพิ่มพ์(มาตรา ๗ – ๑๐) และ ๒.หนังสือพิมพ์(มาตรา๑๑ – ๑๘) ตามบทนิยามศัพท์ เห็นได้ว่า “หนังสือพิมพ์” ย่อมมีพื้นฐานเป็น “สิ่งพิมพ์” เสมอ แต่โดยที่ “สิ่งพิมพ์”(วัสดุที่พิมพ์ขึ้นหลายสำเนา)ที่มีลักษณะออกตามลำดับเรื่อยไปและจ่าหน้าชื่อเดียวกัน ไม่ว่าจะมีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดหรือไม่ก็ตาม “สิ่งพิมพ์” ดังกล่าว ย่อมเข้าลักษณะเป็น “หนังสือพิมพ์” ตามมาตรา ๔ วรรค ๔ ด้วย การเป็น “สิ่งพิมพ์” ในฐานะ ”บททั่วไป” ย่อมถูกกลืนไป ด้วย “บทเฉพาะ” (หมวดหนังสือพิมพ์) โดยการแยก “หมวด” ต่างหากจากกัน ฉะนั้น โดยทั่วไปในกรณีบททั่วไปกับบทเฉพาะบัญญัติเรื่องเดียวกัน ย่อมไม่นำบทบัญญัติว่าด้วย “สิ่งพิมพ์” มาใช้แก่ “หนังสือพิมพ์” เช่น มาตรา ๗ ในหมวดสิ่งพิมพ์ กับมาตรา ๑๔ ในหมวดหนังสือพิมพ์ เว้นแต่บางกรณีบทบัญญัติมีความมุ่งหมายบังคับเป็นอย่างอื่น


มีข้อสังเกตว่า บทบัญญัติหมวดสิ่งพิมพ์ มาตรา ๘ ใช้ถ้อยคำว่า “ในสิ่งพิมพ์ซึ่งเป็นหนังสือที่ไม่ใช่หนังสือพิมพ์...” และมาตรา ๙ เป็นบทบัญญัติสืบเนื่อง แต่มาตรา๑๐ จงใจใช้ถ้อยคำต่างออกไปบัญญัติว่า “...สิ่งพิมพ์ใดๆ” ดังนั้นย่อมหมายรวมให้มาตรา ๑๐ (สิ่งพิมพ์ที่ดูหมิ่น หมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้าย สถาบันกษัตริย์) ใช้บังคับแก่หมวด หนังสือพิมพ์ ด้วยโดยอนุโลม


ตามข้อเท็จจริง วารสารฟ้าเดียวกัน จัดทำโดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน มีสถานที่ตีพิมพ์ภายในราชอาณาจักร กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา ๑๐ ในอันที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะริบหรือทำลายสิ่งพิมพ์นั้น (มาตรา๑๐ วรรคท้าย) เพราะ อำนาจในการออกคำสั่งทางปกครองในการห้าม “สั่งเข้า” หรือ “นำเข้า” เพื่อเผยแพร่ภายในราชอาณาจักร นั้น ย่อมต้องเป็นสิ่งพิมพ์ จากภายนอกราชอาณาจักร จึงจะถูก “สั่งเข้า” หรือ “นำเข้า” เพื่อเผยแพร่ภายในราชอาณาจักรได้


นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์ซึ่งพิมพ์ขึ้นภายในราชอาณาจักรต้องจดแจ้งการพิมพ์ ตามมาตรา๑๑ วรรค๑ ย่อมสะท้อนว่า การที่เจ้าพนักงานอ้างว่า วารสารฟ้าเดียวกัน มิได้จดแจ้งการพิมพ์ หมายความในตัวว่า เจ้าพนักงานทราบอยู่แล้วว่า วารสารฟ้าเดียวกัน ตั้งอยู่ภายในราชอาณาจักร ไม่อาจผิดตามมาตรา๑๐ ได้ และการไม่จดแจ้งการพิมพ์ตามมาตรา๑๑ วรรค๑ วางบทลงโทษปรับหรือจำคุก หรือทั้งจำทั้งปรับผู้มีหน้าที่จดแจ้ง ไว้ในมาตรา ๒๕ จึงไม่มีฐานทางกฎหมายที่เจ้าพนักงานจะใช้รองรับอำนาจสั่งการริบวารสารฟ้าเดียวกัน หรือสั่งปิดได้แต่ประการใด เป็นที่ชัดแจ้งว่า การสั่งปิดหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่น ย่อมกระทำมิได้ โดยความคุ้มครองตามมาตรา ๔๕ วรรค ๓ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เจ้าพนักงานทำได้เพียงทำหนังสือขอความร่วมมือให้ทางสำนักพิมพ์เข้ายื่นขอจดแจ้งการพิมพ์เท่านั้น แล้วดำเนินคดีแก่ผู้มีหน้าที่ขอจดแจ้งตามมาตรา๒๕ ไป หากหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนกระทำผิดกฎหมายอาญาอื่น ก็ต้องฟ้องดำเนินคดีเป็นรายกรณีไป มิใช่สั่งให้เอกชนรายนั้นปิดกิจการหรือริบวารสารเสีย


ในกรณีหนังสือพิมพ์ประสงค์เข้าจดแจ้งการพิมพ์ หากการจัดเตรียมเอกสารและกรอกข้อมูลครบถ้วนทุกประการ เจ้าพนักงานย่อมต้องออกหนังสือสำคัญให้แก่สำนักพิมพ์นั้นเสมอไป เพราะกฎหมายฉบับนี้ บัญญัติให้หนังสือพิมพ์ซึ่งพิมพ์ขึ้นภายในราชอาณาจักรไทย ต้องจดแจ้งการพิมพ์ต่อเจ้าพนักงาน (มาตรา๑๑ วรรค๑) โดย “กำหนด” การจัดเตรียมเอกสารเพื่อยื่นขอ เช่น ชื่อ สัญชาติ และที่อยู่ ของบรรณาธิการหรือเจ้าของกิจการ ซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว และไม่เคยถูกพิพากษาถึงที่สุดจำคุก (มาตรา๑๔ , ๑๕) , ระยะเวลาการออก , ที่ตั้งโรงพิมพ์และสำนักงาน , ชื่อของหนังสือพิมพ์ , (มาตรา๑๑ วรรค ๒,๓ (๑) – (๖) ) โดยห้ามใช้ชื่อหนังสือพิมพ์พ้องหรือคล้ายกับชื่อเชื้อพระวงศ์หรือราชวงศ์ , คำหยาบคาย หรือชื่อที่ได้รับการจดแจ้งแล้ว (มาตรา๑๓) และถ้าร่วมหุ้นนิติบุคคล ต้องมีบุคคลที่มีสัญชาติไทยไม่น้อยกว่า ร้อยละ๗๐ ของหุ้นทั้งหมดรวมถึงห้ามเป็นนอมินีด้วย(มาตรา๑๖ วรรค ๑,๒) เมื่อยื่นเอกสารดังกล่าวครบถ้วนให้เจ้าพนักงานออกหนังสือสำคัญให้แก่ผู้ยื่นโดยไม่ชักช้า หากผู้ยื่นขอดำเนินการไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานต้องให้คำแนะนำเพื่อดำเนินการให้ครบถ้วนถูกต้องในคราวเดียวกัน (มาตรา๑๑ วรรค ๔) หากภายหลังได้รับการจดแจ้งแล้วมีการเปลี่ยนแปลงใดๆดังกล่าวต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานเปลี่ยนแปลงรายการหลักฐานขอจดแจ้ง (มาตรา ๑๗, ๑๘) อำนาจของเจ้าพนักงานในหมวดหนังสือพิมพ์นี้ เป็น “อำนาจผูกพัน” โดยกฎหมายกำหนดขั้นตอนหรือรูปแบบเป็นองค์ประกอบส่วนเหตุ และเมื่อตามข้อเท็จจริงได้ปรากฎองค์ประกอบดังกล่าวครบถ้วนแล้ว ผลในทางกฎหมายย่อมต้องผูกพันตามนั้น เจ้าพนักงานไม่มีดุลยพินิจตัดสินใจเป็นอย่างอื่น


หากองค์กรเจ้าหน้าที่ออกคำสั่งทางปกครอง ให้ยุติการตีพิมพ์ ห้ามจำหน่ายหรือริบวารสารของสำนักพิมพ์เพราะเหตุไม่ได้จดแจ้งการพิมพ์ คำสั่งดังกล่าวย่อมไม่มีฐานรองรับของกฎหมาย จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่มิชอบด้วยกฎหมาย และต้องถูกเพิกถอนโดยการอุทธรณ์คำสั่งต่อเจ้าหน้าที่และผู้บังคับบัญชาขององค์กรเจ้าหน้าที่นั้น และฟ้องศาลปกครอง ตามลำดับ นอกจากนี้ หน่วยงานสังกัดของเจ้าพนักงานผู้ออกคำสั่งยังต้องรับผิดในทางละเมิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความรับผิดในทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ และเจ้าพนักงานผู้ออกคำสั่งย่อมเป็นผิดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการสั่งปิดกิจการหรือริบวารสาร หรือละเว้นการปฏิบัติตามหน้าที่ในการไม่รับจดแจ้งแม้ว่าองค์ประกอบส่วนเหตุในทางกฎหมายครบถ้วนแล้ว เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ตามมาตรา ๑๕๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญา



-----------------------------------------------------------------------
*โปรดอ่านประกอบ พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.๒๕๕๐ : http://web.krisdika.go.th/data/law/law2/%a832/%a832-20-2550-a0001.pdf [สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา : ออนไลน์] เข้าถึงวันที่ ๑๔ เดือน ๐๙ ปี ๒๕๕๓