วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553

พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.๒๕๕๐ : กรอบการการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานดำเนินการแก่วารสารฟ้าเดียวกัน

พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.๒๕๕๐ :กรอบการการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานดำเนินการแก่วารสารฟ้าเดียวกัน





วารสารฟ้าเดียวกัน เป็น “หนังสือพิมพ์” ตามบทนิยามศัพท์มาตรา ๔ วรรค ๔ แห่งพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.๒๕๕๐* เค้าโครงพระราชบัญญัติฉบับนี้แบ่งเป็น ๒ หมวด คือ ๑.สิ่งพิ่มพ์(มาตรา ๗ – ๑๐) และ ๒.หนังสือพิมพ์(มาตรา๑๑ – ๑๘) ตามบทนิยามศัพท์ เห็นได้ว่า “หนังสือพิมพ์” ย่อมมีพื้นฐานเป็น “สิ่งพิมพ์” เสมอ แต่โดยที่ “สิ่งพิมพ์”(วัสดุที่พิมพ์ขึ้นหลายสำเนา)ที่มีลักษณะออกตามลำดับเรื่อยไปและจ่าหน้าชื่อเดียวกัน ไม่ว่าจะมีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดหรือไม่ก็ตาม “สิ่งพิมพ์” ดังกล่าว ย่อมเข้าลักษณะเป็น “หนังสือพิมพ์” ตามมาตรา ๔ วรรค ๔ ด้วย การเป็น “สิ่งพิมพ์” ในฐานะ ”บททั่วไป” ย่อมถูกกลืนไป ด้วย “บทเฉพาะ” (หมวดหนังสือพิมพ์) โดยการแยก “หมวด” ต่างหากจากกัน ฉะนั้น โดยทั่วไปในกรณีบททั่วไปกับบทเฉพาะบัญญัติเรื่องเดียวกัน ย่อมไม่นำบทบัญญัติว่าด้วย “สิ่งพิมพ์” มาใช้แก่ “หนังสือพิมพ์” เช่น มาตรา ๗ ในหมวดสิ่งพิมพ์ กับมาตรา ๑๔ ในหมวดหนังสือพิมพ์ เว้นแต่บางกรณีบทบัญญัติมีความมุ่งหมายบังคับเป็นอย่างอื่น


มีข้อสังเกตว่า บทบัญญัติหมวดสิ่งพิมพ์ มาตรา ๘ ใช้ถ้อยคำว่า “ในสิ่งพิมพ์ซึ่งเป็นหนังสือที่ไม่ใช่หนังสือพิมพ์...” และมาตรา ๙ เป็นบทบัญญัติสืบเนื่อง แต่มาตรา๑๐ จงใจใช้ถ้อยคำต่างออกไปบัญญัติว่า “...สิ่งพิมพ์ใดๆ” ดังนั้นย่อมหมายรวมให้มาตรา ๑๐ (สิ่งพิมพ์ที่ดูหมิ่น หมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้าย สถาบันกษัตริย์) ใช้บังคับแก่หมวด หนังสือพิมพ์ ด้วยโดยอนุโลม


ตามข้อเท็จจริง วารสารฟ้าเดียวกัน จัดทำโดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน มีสถานที่ตีพิมพ์ภายในราชอาณาจักร กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา ๑๐ ในอันที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะริบหรือทำลายสิ่งพิมพ์นั้น (มาตรา๑๐ วรรคท้าย) เพราะ อำนาจในการออกคำสั่งทางปกครองในการห้าม “สั่งเข้า” หรือ “นำเข้า” เพื่อเผยแพร่ภายในราชอาณาจักร นั้น ย่อมต้องเป็นสิ่งพิมพ์ จากภายนอกราชอาณาจักร จึงจะถูก “สั่งเข้า” หรือ “นำเข้า” เพื่อเผยแพร่ภายในราชอาณาจักรได้


นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์ซึ่งพิมพ์ขึ้นภายในราชอาณาจักรต้องจดแจ้งการพิมพ์ ตามมาตรา๑๑ วรรค๑ ย่อมสะท้อนว่า การที่เจ้าพนักงานอ้างว่า วารสารฟ้าเดียวกัน มิได้จดแจ้งการพิมพ์ หมายความในตัวว่า เจ้าพนักงานทราบอยู่แล้วว่า วารสารฟ้าเดียวกัน ตั้งอยู่ภายในราชอาณาจักร ไม่อาจผิดตามมาตรา๑๐ ได้ และการไม่จดแจ้งการพิมพ์ตามมาตรา๑๑ วรรค๑ วางบทลงโทษปรับหรือจำคุก หรือทั้งจำทั้งปรับผู้มีหน้าที่จดแจ้ง ไว้ในมาตรา ๒๕ จึงไม่มีฐานทางกฎหมายที่เจ้าพนักงานจะใช้รองรับอำนาจสั่งการริบวารสารฟ้าเดียวกัน หรือสั่งปิดได้แต่ประการใด เป็นที่ชัดแจ้งว่า การสั่งปิดหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่น ย่อมกระทำมิได้ โดยความคุ้มครองตามมาตรา ๔๕ วรรค ๓ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เจ้าพนักงานทำได้เพียงทำหนังสือขอความร่วมมือให้ทางสำนักพิมพ์เข้ายื่นขอจดแจ้งการพิมพ์เท่านั้น แล้วดำเนินคดีแก่ผู้มีหน้าที่ขอจดแจ้งตามมาตรา๒๕ ไป หากหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนกระทำผิดกฎหมายอาญาอื่น ก็ต้องฟ้องดำเนินคดีเป็นรายกรณีไป มิใช่สั่งให้เอกชนรายนั้นปิดกิจการหรือริบวารสารเสีย


ในกรณีหนังสือพิมพ์ประสงค์เข้าจดแจ้งการพิมพ์ หากการจัดเตรียมเอกสารและกรอกข้อมูลครบถ้วนทุกประการ เจ้าพนักงานย่อมต้องออกหนังสือสำคัญให้แก่สำนักพิมพ์นั้นเสมอไป เพราะกฎหมายฉบับนี้ บัญญัติให้หนังสือพิมพ์ซึ่งพิมพ์ขึ้นภายในราชอาณาจักรไทย ต้องจดแจ้งการพิมพ์ต่อเจ้าพนักงาน (มาตรา๑๑ วรรค๑) โดย “กำหนด” การจัดเตรียมเอกสารเพื่อยื่นขอ เช่น ชื่อ สัญชาติ และที่อยู่ ของบรรณาธิการหรือเจ้าของกิจการ ซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว และไม่เคยถูกพิพากษาถึงที่สุดจำคุก (มาตรา๑๔ , ๑๕) , ระยะเวลาการออก , ที่ตั้งโรงพิมพ์และสำนักงาน , ชื่อของหนังสือพิมพ์ , (มาตรา๑๑ วรรค ๒,๓ (๑) – (๖) ) โดยห้ามใช้ชื่อหนังสือพิมพ์พ้องหรือคล้ายกับชื่อเชื้อพระวงศ์หรือราชวงศ์ , คำหยาบคาย หรือชื่อที่ได้รับการจดแจ้งแล้ว (มาตรา๑๓) และถ้าร่วมหุ้นนิติบุคคล ต้องมีบุคคลที่มีสัญชาติไทยไม่น้อยกว่า ร้อยละ๗๐ ของหุ้นทั้งหมดรวมถึงห้ามเป็นนอมินีด้วย(มาตรา๑๖ วรรค ๑,๒) เมื่อยื่นเอกสารดังกล่าวครบถ้วนให้เจ้าพนักงานออกหนังสือสำคัญให้แก่ผู้ยื่นโดยไม่ชักช้า หากผู้ยื่นขอดำเนินการไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานต้องให้คำแนะนำเพื่อดำเนินการให้ครบถ้วนถูกต้องในคราวเดียวกัน (มาตรา๑๑ วรรค ๔) หากภายหลังได้รับการจดแจ้งแล้วมีการเปลี่ยนแปลงใดๆดังกล่าวต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานเปลี่ยนแปลงรายการหลักฐานขอจดแจ้ง (มาตรา ๑๗, ๑๘) อำนาจของเจ้าพนักงานในหมวดหนังสือพิมพ์นี้ เป็น “อำนาจผูกพัน” โดยกฎหมายกำหนดขั้นตอนหรือรูปแบบเป็นองค์ประกอบส่วนเหตุ และเมื่อตามข้อเท็จจริงได้ปรากฎองค์ประกอบดังกล่าวครบถ้วนแล้ว ผลในทางกฎหมายย่อมต้องผูกพันตามนั้น เจ้าพนักงานไม่มีดุลยพินิจตัดสินใจเป็นอย่างอื่น


หากองค์กรเจ้าหน้าที่ออกคำสั่งทางปกครอง ให้ยุติการตีพิมพ์ ห้ามจำหน่ายหรือริบวารสารของสำนักพิมพ์เพราะเหตุไม่ได้จดแจ้งการพิมพ์ คำสั่งดังกล่าวย่อมไม่มีฐานรองรับของกฎหมาย จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่มิชอบด้วยกฎหมาย และต้องถูกเพิกถอนโดยการอุทธรณ์คำสั่งต่อเจ้าหน้าที่และผู้บังคับบัญชาขององค์กรเจ้าหน้าที่นั้น และฟ้องศาลปกครอง ตามลำดับ นอกจากนี้ หน่วยงานสังกัดของเจ้าพนักงานผู้ออกคำสั่งยังต้องรับผิดในทางละเมิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความรับผิดในทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ และเจ้าพนักงานผู้ออกคำสั่งย่อมเป็นผิดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการสั่งปิดกิจการหรือริบวารสาร หรือละเว้นการปฏิบัติตามหน้าที่ในการไม่รับจดแจ้งแม้ว่าองค์ประกอบส่วนเหตุในทางกฎหมายครบถ้วนแล้ว เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ตามมาตรา ๑๕๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญา



-----------------------------------------------------------------------
*โปรดอ่านประกอบ พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.๒๕๕๐ : http://web.krisdika.go.th/data/law/law2/%a832/%a832-20-2550-a0001.pdf [สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา : ออนไลน์] เข้าถึงวันที่ ๑๔ เดือน ๐๙ ปี ๒๕๕๓

วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553

“อาชญากรรมทางความคิด กับระบอบเผด็จการที่มี รัฐธรรมนูญ”

“อาชญากรรมทางความคิด กับระบอบเผด็จการที่มี รัฐธรรมนูญ”


นายพุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล,
นักศึกษาปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ ชั้นปีที่๓
มหาวิทยาลัยรามคำแหง
(ผู้เขียนบทความ,ปลายเดือนกรกฎาคม ๕๓)


สวัสดีครับนักศึกษาทุกท่าน, ในการสัมมนาวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมจะนำอุทธาหรณ์ประยุกต์เนื้อหาที่นักศึกษาได้เรียนในชั่วโมงบรรยาย เพื่อทบทวนบทเรียนให้นักศึกษาไปในตัว. วันนี้ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ผมจะสัมมนาในหัวข้อ "อาชญากรรมทางความคิด กับระบอบเผด็จการที่มี รัฐธรรมนูญ" (จากนั้น ผมเริ่มอ่านด้วยเสียงที่กังวาลสุขุม)


"การบำรุงความสมบูรณ์ของราษฎรนี้ เป็นจุดประสงค์อันยิ่งใหญ่ของข้าพเจ้าในการทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง...รัฐธรรมนูญเปรียบประดุจกุญแกประตูเปิดช่องให้ราษฎรได้มีส่วน มีเสียงในการปกครอง ให้จัดถูกต้องตามความต้องการของตน และเมื่อประตูที่กีดกั้นอยู่ได้เปิดออกแล้ว รัฐบาลก็จะต้องนำราษฎรผ่านประตูนั้นเข้าไปสู่ชัยภูมิแห่งความสุขสมบูรณ์ มิใช่นำราษฎรเดินถอยหลังเข้าคลอง" ปรีดี พนมยงค์ , ๑๒ มีนาคม ๒๔๗๖



เมื่อเช้าผมอ่าน นสพ.ASTV ผู้จัดการรายวัน หน้า๑๘ ฉบับวันนี้ สรุปประเด็นได้ว่า วานนี้(๑ก.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดโครงการ"ลูกเสือไซเบอร์" เนื่องในโอกาสครบรอบวันลูกเสือไทย ตามข่าว คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบที่จะยื่นญัตติเพิ่มงบประมาณในปี๒๕๕๔ ให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) สร้าง "ไอซีทีชุมชน" ด้วยงบประมาณ ๕๗๘ล้านบาท จากปัจจุบันมี ๖๐๐ ศูนย์เฝ้าระวัง จะขยายเพิ่มอีก ๑,๐๐๐ ศูนย์ฯ รัฐบาลคาดว่าจะต้องมีอาสาสมัคร ๑๐๐ คนต่อ ๑ ศูนย์ฯ เพื่อรองรับโครงการ Cyber Scout(รมต.ไอซีที เรียก "ลูกเสือพระราชา") มีหน้าที่ "สอดส่องดูแลภัยและเฝ้าระวังข้อมูลข่าวสารที่เป็นภัยต่อสถาบันรวมถึงความมั่นคงของประเทศ" โดยอาสาสมัครจากกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ครู รวมถึงตัวแทนภาครัฐและเอกชน ป้องกันการหมิ่นสถาบันกษัตริย์ตามเว็บไซต์ เข้าอบรมรอบแรก ๒๐๐ คน จากนั้นจะเพิ่มเป็น ๒ แสนคนทั่วประเทศ โดยจะลงลึกถึงชั้นมัธยมต้น และประถมฯ รมต.ไอซีที กล่าวว่า "การจะสู้กับคนที่มีจิตใตไม่สะอาดต้องเอาพลังบริสุทธิ์เข้าสู้". นักศึกษาท่านใดสนใจ ก็ไปสมัครกันได้ (เสียงนักศึกษาหัวเราะกันเล็กน้อย ทำนองว่า ผมหยอกเล่น) สำหรับประเด็นนี้ย้อนมายัง วันที่๒๘ มิ.ย.๒๕๕๓ ก็คือปลายเดือนเพิ่งผ่านมา นสพ.มติชน หน้า๖ คอลัมภ์โดย"จารึก อะยะวงศ์" ลงว่า "๙๙ ปี ลูกเสือไทยหายไปไหนหมด" ผ่านมา ๒ วัน รัฐบาลชุดนี้ จัดให้ท่านแล้วนะครับ (ผมยิ้มปริ่ม กวาดตามองไปยังนักศึกษาที่บางคนจดบ้าง ซุบซิบกันบ้าง แล้วผมก็ยกขวดน้ำบนโต๊ะมาดื่ม)


ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจนักศึกษาเบื้องต้น, เนื่องจากประเด็นที่ผมยกขึ้นมานี้ เกี่ยวโยงกับระบอบการปกครอง เพราะเรากำลังศึกษากฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นจึงขอให้นักศึกษาทราบตรงกันว่า ประเด็นที่เราศึกษาและจะยกขึ้นวิพากษ์กันนี้ เป็นประเด็นที่ตัดขาดจากการเมืองมิได้ [จรัญ โฆษณานันท์, ๒๕๕๐ :๒๑-๒๕] แต่เราจะพยายามจำกัดกรอบตามหลักวิชาและสำรวจบทบาททางวิชาการซึ่งกันและกัน นักศึกษาไม่จำต้องเชื่ออคติของผู้สอน ขณะที่นักศึกษาจำต้องสำรวจอคติของตนเองด้วย


ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว สาธารณชนทั่วไปภายใต้ข้อมูลสื่อสารอันจำกัด อาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องปกติที่เราจะต้อง "ปกป้องสถาบันกษัตริย์"จะในนามความมั่นคงรัฐอะไรก็ตาม แต่เมื่อนักศึกษากำลังศึกษากฎหมายรัฐธรรมนูญ คุณต้องอธิบายให้ได้ว่า "การดำเนินกิจกรรมของรัฐ" สอดคล้องต่อหลักการใช้อำนาจขององค์กรที่ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่? อย่างไร? และเป็นประเด็นในวันนี้


การจัดอบรม "อาสาสมัคร" หรือ "ยุวชน" ในการปกป้องการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ในเชิงลบ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของงบประมาณกระทรวงไอซีที ๕๗๘ ล้านบาท ประเด็นเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เราจะไม่อภิปราย. นักศึกษาคงทราบกันแล้วว่า "รัฐ" ที่มีรัฐธรรมนูญ จะมีระบอบการปกครองแบบใดก็ได้ ซึ่งต้องจำแนกให้กระจ่าง เพื่อจะโยงสู่บริบทของ "ข้อเท็จจริง" ข้างต้น ทางกฎหมายมหาชนได้แยกระบอบการปกครองเป็น ๒ ระบอบหลักๆ[สมยศ เชื้อไทย,๒๕๓๖:๑๓๘] ซึ่งนักกฎหมายที่ผ่านการศึกษาวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญหลายคน ก็มีจำนวนไม่น้อยที่แยกระบบความสัมพันธ์ไม่ได้ และเป็นปัญหาในภาคปฏิบัติ ผมจะค่อยๆอธิบาย ดังนี้


๑.ระบอบเผด็จการ dictatorship หรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในความหมายอย่างกว้าง โดยทั่วไป "ครองแผ่นดิน"โดยกษัตริย์ แบ่งเป็น [ไพโรจน์ ชัยนาม,๒๔๙๕:๑-๒] ๑.๑ แบบกดขี่ (despotism)กษัตริย์ทรงมีอิสระที่จะสั่งการให้เป็นไปตามความพอพระทัย โดยไม่ทรงผูกมัดกับหลักเกณฑ์ใด ๑.๒ แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (absolutism) กษัตริย์มิได้ใช้อำนาจโดยพลการหรือพยายามฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ต่างๆที่มีอยู่แล้ว โดยปกติย่อมทรงเคารพและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวนั้น


ศ.ไพโรจน์ ชัยนาม ตั้งข้อสังเกตว่า ในทางปฏิบัติแล้วตาม ๑.๑ และ ๑.๒ แทบจะไม่แตกต่างกันเลย เพราะพระมหากษัตริย์ตาม ๑.๒ ไม่อยู่ในความผูกพันอย่างแท้จริงที่จะปฏิบัติตามกฎข้อบังคับต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว อาจจะทรงฝ่าฝืนได้โดยไม่มีความผิดอันใด คือว่า แม้ในกรณีทั่วไปจะไม่ทรงฝ่าฝืนกฎหมาย แต่ในบางกรณีก็อาจทรงละเมิดกฎหมายได้ การเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายในระบอบทั้งสองนี้ จึงเป็นไปตามความพอพระทัยมากกว่า [ไพโรจน์ ชัยนาม,๒๔๙๕:๒]


อย่างไรก็ตาม ผมขอตั้งข้อสังเกตต่อไปว่า "ความคุ้มกัน" (Immunity) ของสถาบันกษัตริย์ เช่น ห้ามวิจารณ์เชิงลบต่อสถาบันกษัตริย์ ตามมาตรา๑๑๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญา , ลูกเสือไซเบอร์ตามกล่าวข้างต้น กับ "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ตามที่เป็นข้อถกเถียงเรื่องพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา๗ ฉบับ๒๕๔๐ ว่าจะพระราชทานนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ นั้นเป็นความเข้าใจพื้นฐานระบอบการปกครองดั่งข้อ ๑.๒ ใช่หรือไม่ ประเด็นนี้ ถ้านักศึกษาเข้าใจเรื่องอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ (Pouvoir constituant) เป็นมูลฐานสำคัญในการตีความรัฐธรรมนูญ และบ่งชี้ระบอบการปกครองรัฐในทางทฤษฎี[ไพโรจน์ ชัยนาม,๒๕๒๔:๑๓๖-๑๕๘] กล่าวคือ รัฐธรรมนูญไทยเกิดจากการได้รับมอบจากผู้ทรงอำนาจเดิม โดยถูกบังคับ เราจึงปกครองในระบอบกษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ(Constitutional Monarchy)กษัตริย์ไม่สามารถใช้พระราชอำนาจได้หากรัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติไว้ชัดแจ้ง โดยมีข้อสันนิษฐานว่าในกรณีที่เป็นข้อสงสัยว่าเป็นพระราชอำนาจหรือไม่จะต้องถือว่าไม่ใช่พระราชอำนาจ หากแต่เป็นอำนาจสภา[หยุด แสงอุทัย,๒๕๑๑,๓๕] นอกจากนี้กรณีเกิดช่องว่างแห่งรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา๗ ประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จะเป็นเช่นไร ผมมีความเห็นโดยเทียบเคียงแนวคำวินิจฉัยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญฝรั่งเศส ว่าหมายถึง [นันทวัฒน์ บรมานันท์,๒๕๕๒:๕๕]หลักกฎหมายพื้นฐานที่ได้รับการรับรองจากบรรดารัฐธรรมนูญต่างๆที่เคยบังคับใช้ในอดีตและเกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน หรือเป็นเรื่องประกันสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนไว้ โดยคุ้มครองและเชื่อมโยงต่อปวงชน ย่อมถือว่าหลักกฎหมายนั้นๆ เป็น "ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข" มีคุณค่าเทียบเท่ารัฐธรรมนูญ (de valeur constitutionnelle) อย่างไรก็ตามก็จะมีเรื่องปัจจัยแวดล้อมทางการเมืองเข้ามาประกอบด้วยว่า ขณะนั้นกระแสเสรีนิยมประชาธิปไตยกำลังครอบครองพื้นที่/ปริมณฑลการสื่อสารหรืออำนาจสาธารณะหรือไม่ หรือเป็นว่า กระแสอนุรักษ์นิยมศักดินา ครองพื้นที่ทางการเมืองและสาธารณะอยู่ อันจะส่งผลต่อการตีความตัวบทรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุดมการณ์ขององค์กรทางตุลาการ ในฐานะเป็นผู้ชี้สภาวะการดำรงอยู่ของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ [บวรศักดิ์ อุวรรณโณ,๒๕๒๗:๑-๔๑]


เมื่อเป็นเช่นนี้ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของปวงชนในรัฐ คงสร้างสูตรสำเร็จเป็นสมการคณิตศาสตร์ไม่ได้ แต่เป็นเรื่องพลวัตรมากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม "มาตร" ในการชี้วัดการล้ำแดนแห่งเสรีภาพของประชาชน ก็ต้องการความเสถียรในระดับหนึ่ง แน่นอนว่า การตีความตามพยัญชนะของกฎหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญ ต้องพิเคราะห์ตามหลักการตีความทั่วไปและหลักสัดส่วนเป็นสำคัญ หากเป็นถ้อยคำทางกฎหมายอยู่แล้วก็ต้องตีความตามนั้น มิใช่ว่า ถ้อยคำทางกฎหมายแพ่งแปลแบบหนึ่ง ถ้อยคำตามกฎหมายอาญาแปลอย่างหนึ่ง ถ้อยคำตามรัฐธรรมนูญแปลอีกอย่างหนึ่ง ทั้งๆที่ กฎหมายบางฉบับโดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐธรรมนูญที่บรรจุเนื้อหาละเอียดหรือแบบยาว(constitution détaillée)มิได้วางบทบัญญัตินิยามศัพท์เฉพาะไว้ ก็ต้องถือว่า กรณีที่เป็นถ้อยคำทางกฎหมายธรรมดาอยู่แล้ว ย่อมเป็นไปตามกฎหมายทั่วไปที่ย่อมหมายความเช่นนั้น เพื่อความเป็นเอกภาพในระบบกฎหมาย และความมั่นคงทางนิติฐานะของประชาชน แต่สำหรับบทบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ การตีความตามลายลักษณ์อักษร ย่อมเป็นเรื่องที่แข็งกระด้างและในเสรีประชาธิปไตยไม่อาจยอมรับได้ เพราะต้องคำนึงถึงระบอบการปกครองรัฐเป็นเกณฑ์


๒.ระบอบประชาธิปไตย Democracy ในรากศัพท์มาจากภาษากรีก "Demos" the people = ประชาชน , "Kratos" authority =อำนาจบังคับบัญชาสั่งการ [ประยูร กาญจนดุล,๒๕๓๘:๑๓] ซึ่งเป็นคำอธิบายอย่างหยาบ เช่น Demos ในทางรัฐธรรมนูญ เรามี "กรอบ" ในเรื่องชาติพันธุ์(ethnos)อยู่ด้วย อาทิ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนในเรื่องสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จะต้องเป็นผู้ถือสัญชาติไทยเท่านั้นที่กล่าวอ้างความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญได้ [วิษณุ เครืองาม,๒๕๓๐:๖๕๕ ; หยุด แสงอุทัย,๒๔๘๙:๒๐] Demos จึงไม่ครอบคลุมถึงคนนอกสัญชาติของรัฐนั้นๆ ที่อาศัยอยู่ในฐานะคนต่างด้าว เมื่อพิจารณาแล้ว ย่อมแสดงความปฏิเสธสิ่งที่แตกต่างทางวัฒนธรรมในชั้นรากฐานของระบอบกฎหมายหรือการปกครองรัฐ(รัฐธรรมนูญ/Basic norm) สู่ความเป็นเอกภาพทาง "ชาติพันธุ์"เป็นคุณสมบัติเฉพาะที่"ไม่สามารถเลือกได้" ดังกล่าวนี้ "ประชาชน" จึงวางอยู่บนกรอบคิดเรื่องเครือญาติ (kinship) ที่อ้างอิงการปกครองแบบ "พ่อ" เพราะ "เราเลือกที่จะเป็นลูกพ่อคนนี้หรือไม่" เลือกไม่ได้ มันเป็นเรื่องทางพันธุกรรมหรือชาติพันธุ์ มากกว่าความสัมพันธ์เชิงพันธะทางกฎหมาย แบบนิติรัฐ(Rechtsstaat) หรือกรอบคิดเรื่อง "สัญญาประชาคม"(Social Contract)ก็ถูกลดทอนความสำคัญลงไป [ธเนศ วงศ์ยานนาวา,๒๕๕๑:๔-๘] การลดทอนความเป็นปัจเจกชน "ที่มีสิทธิเลือกที่จะเป็น" ได้ถูกกระทำผ่านกระบวนการผลิตคำอธิบาย เช่น หนังสือ , โฆษณา , ภาพยนตร์ เป็นต้น ในการสร้าง "ความเบ็ดเสร็จ" ต่อปัจเจกชน รวมศูนย์สู่การควบคุมของรัฐผ่านกฎหมาย เช่น กฎหมายห้ามหมิ่นประมาทท่านผู้นำ ในยุคเผด็จการเหมาเจ๋อตุง ช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม หรือยุคเผด็จการนาซี เป็นต้น


นักศึกษาพึงสังเกตว่า ไม่ว่าในระบอบการปกครองแบบใด ประชาชนก็ต่างมีสิทธิเสรีภาพด้วยกันทั้งสิ้น (ขณะนี้นักศึกษาต่างทำสีหน้าแปลกใจอย่างเห็นได้ชัด) ผมยกตัวอย่าง เช่นกฎหมายที่ตราในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อาทิ พลเมืองทุกคนย่อมเกิดมามีอิสระ ลูกทาสในเรือเบี้ยมีไม่ได้และจะขายตัวลงเป็นทาสมิได้(ดู พ.ร.บ.เลิกทาษ ร.ศ.๑๒๔),พลเมืองมีสิทธิจะดำรงชีพอยู่เป็นอิสระ ใครจะทำให้เสื่อมเสียอิสรภาพไม่ได้(กฎหมายลักษณะอาชญา ร.ศ.๑๒๗ มาตรา๒๖๘),พลเมืองจะถูกจับกุมได้เฉพาะตามเงื่อนไขหรือแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ (พ.ร.บ.วิธีพิจารณาความอาชญา), พลเมืองจะถูกลงโทษต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายซึ่งใช้อยู่ในเวลานั้นบัญญัติไว้ว่าเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้(กฎหมายลักษณะอาชญา มาตรา๗),พลเมืองย่อมมีสิทธิในเคหสถาน ซึ่งใครจะบุกรุกไปไม่ได้(กฎหมายลักษณะอาชญา ร.ศ.๑๒๗ มาตรา๓๒๗)แม้เจ้าพนักงานจะตรวจตราต้องปฏิบัติตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาชญา, พลเมืองย่อมมีสิทธิในทรัพย์สินใครจะล่วงละเมิดมิได้(หลักทั่วไปในประมวลกฎหมายแพ่งและอาชญา), พลเมืองมีหน้าที่ต้องศึกษา(พ.ร.บ.ปถมศึกษา) พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับแต่ตามหัวเมือง เป็นอันว่าในกรุงเทพฯ พลเมืองคงแต่มีสิทธิที่จะศึกษา ไม่บังคับว่ามีหน้าที่ที่ต้องศึกษา [วิจิตรวาทการ,๒๔๗๕:๑๕๐-๑๕๖] สิทธิเสรีภาพและหน้าที่พลเมืองในระบอบการปกครองแบบไหนๆ ก็ล้วนมีทั้งสิ้น แต่เอกลักษณ์ที่บ่งชี้คุณภาพของความเป็นประชาธิปไตยนั่นคือ "ความเสมอภาค" (Equality) ที่ระบอบการปกครองแบบเผด็จการไม่อาจมีได้เลย [หยุด แสงอุทัย,๒๕๑๑:๑๓๔๙-๑๓๕๓]


สำหรับกรณี "ยุวชนลูกเสือไซเบอร์" หรือ ยุวชน"ลูกเสือพระราชา"(ดังที่รมต.กล่าว) ได้บ่มเพาะทัศนคติต่อ "อาชญากรรมทางความคิด" สู่ยุวชนเหล่านั้น บนฐานของ"การปกป้องสถาบันกษัตริย์" ซึ่งเป็น "อุดมการณ์ทางการเมือง" บนกรอบคิดแบบครอบครัว ดังกล่าวมาแล้ว ประเด็นคือ เสรีภาพในความคิด และคุณค่าของความคิดจะมีได้ต่อเมื่อมันถูกถ่ายทอดออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความคิดนั้นเกี่ยวข้องกับ "องค์กรของรัฐ" [พระมหากษัตริย์ เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่รัฐธรรมนูญอนุญาตให้จัดตั้งขึ้น ; วรเจตน์ ภาคีรัตน์,๒๕๕๐:๕]


อย่างไรก็ตาม ในทางวิชาการไทยก็มีข้อความเห็นสำคัญเกี่ยวกับ Demos การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของรัฐธรรมนูญ มิได้ถูกจำกัดเฉพาะตามบุคคลตามสัญชาติแห่งรัฐธรรมนูญของรัฐ เท่านั้น ไม่ว่าจะแห่งหนตำบลใดและไม่ว่าจะเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของตนหรือไม่ ก็ได้รับความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพราะ โลกนี้คงมีแต่เพียงมนุษย์เท่านั้น[วรพจน์ วิศรุตพิชญ์,๒๕๔๓:๔๙] ในประเทศฝรั่งเศส มีตัวอย่างน่าสนใจ ใน "คำประกาศ"ประท้วงของประชาชนครั้งใหญ่ ในเดือน พฤษภาคม๑๙๖๘ ที่ว่า "เราทั้งหลายคือคนยิวเชื้อสายเยอรมัน"(we are all German Jews) [ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร,๒๕๕๓:๓๒] ในทางประวัติศาสตร์ การปกครองแบบเผด็จการภายใต้รัฐธรรมนูญ ผมจะยกขึ้นให้นักศึกษาทราบพอสังเขป เช่น


สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน สมัยพรรคนาซี ครองอำนาจ กระทรวงโฆษณาการ พยายามทำให้ประชาชนศรัทธาในตัวฮิตเล่อร์ และปลูกฝังแนวความคิดของฮิตเล่อร์ให้กับประชาชน ภาพของฮิตเล่อร์ปรากฏอยู่ในสื่อมวลชนทุกแขนงของเยอรมัน การสุนทรพจน์ของฮิตเล่อร์ถูกถ่ายทอดทางวิทยุกระจายเสียงไปยังโรงเรียน และแหล่งชุมชนต่างๆ เพื่อย้ำเตือนถึงความผูกพันระหว่างฮิตเล่อรฺ์กับประชาชน ในเชิงที่ว่าฮิตเล่อร์และประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน[มลิสา ธนมิตรามณี,๒๕๔๑:๗๐]การศึกษาและการโฆษณาชวนเชื่อ(propaganda)จึงมีความเกี่ยวข้องกันอย่างมาก รัฐบาลนาซี ไม่เพียงแต่โรงเรียนจะถูกให้จัดการศึกษาไปในทางส่งเสริมระบอบเนชั่นแนล-โซเชียลลิสต์ เท่านั้น รัฐบาลยังจัดกิจกรรมให้ระบอบนาซีมีอิทธิพลเหนือความคิดเด็กเล็กๆ และเด็กหนุ่มสาว โดยจัดตั้งยุวชนฮิตเล่อร์ กองทหารอาสาสมัคร เป็นต้น การอบรมยุวชนนี้ รัฐบาลโฆษณาชักจูงผู้ปกครองของยุวชนทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้ความยินยอมเข้าเป็นอาสาสมัคร ซึ่งเด็กอายุ ๑๐-๑๔ ปี เข้าเป็นหน่วย Deutsches Jungvolk เมื่อรับการอบรมครบ ๔ ปีแล้วทางการจะคัดเลือกให้อยู่เป็น Hitler Jugend ต่อไปเพื่อพิทักษ์ระบอบฟาสซิสต์ [ไพโรจน์ ชัยนาม,เดือน บุนนาค,๒๔๘๐:๒๗๙-๒๘๑]


นอกจากนี้ ฮิตเล่อร์ยังเป็นตัวอย่างเพื่อโฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนในชาติรู้จักประหยัดเพื่อร่วมมือกับท่านผู้นำ แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของชาติ ในวันที่ ๕ พฤศจิกายน ของทุกปีในยุคนั้นรัฐกำหนดให้เป็นวันแสดงความสามัคคีของชาติ(Days of National Solidarity)โดยใช้เป็นสื่อโฆษณาชวนเชื่อถึงภาพพจน์อันดีของฮิตเล่อร์ด้วย เช่น การแสดงตัวอย่างอาหารของ "ท่านผู้นำ" ที่เรียบง่าย และประหยัดเพื่อให้ประชาชนปฏิบัติตาม หรือการเรียกร้องให้เหล่าแม่บ้านช่วยลดจำนวนอาหารในช่วงเทศกาลทางศาสนา เพื่อแสดงความซื่อสัตย์ของชาติและท่านผู้นำ หนังสือพิมพ์ช่วงนั้นยังได้ลงข้อความว่า


"เหล่าแม่บ้านต่างกระตือรือร้นในการปฏิบัติตามแนวทางของท่านผู้นำ เพราะหัวใจของประชาชน๖๐ล้านคนต่างยินดีที่จะร่วมมือกับท่านผู้นำในการเสียสละเพื่อชาติ" [มลิสา ธนมิตรามณี,๒๕๔๑:๓๐]



ในกรณีของอิตาลี ราวปี ค.ศ.๑๙๒๙ ภายใต้การนำของมุสโสลินี มีการอบรมยุวชนที่เรียกว่า Opera Balilla ซึ่งรวมยุวชนในอิตาลีตั้งแต่อายุ ๖-๑๘ ปีไว้ โดยความยินยอมของผู้ปกครองของยุวชนแต่ละคนแล้ว ภายใต้แนวคิดที่ว่า การที่เด็กๆได้รับการอบรมต่างๆกัน โดยปล่อยให้ครอบครัวอบรมบุตรของตนให้เป็นไปตามแนวทางของตน จะเป็นเหตุให้เด็กมีความคิดแตกต่างกันไป ซึ่งเป็นผลร้ายต่อเอกภาพของความเชื่อ อันเป็นรูปแบบของการปกครองแบบเผด็จการ รัฐจึงปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนเหล่านี้เป็นไปตามแนวทางอันดีของระบอบฟาสซิสต์ทั้งในทางร่างกายและจิตใจที่ "ชาติ"พึงประสงค์ [ไพโรจน์ ชัยนาม,เดือน บุนนาค,๒๔๘๐:๑๖๖-๑๗๔] สำหรับประเทศจีน ก็มีการจัดตั้งองครักษ์พิทักษ์แดง หรือเรดการ์ด เพื่อรุมประณามและฆาตกรรมผู้ปฏิปักษ์ต่อแนวคิดเหมา เจ๋อ ตง


อย่างไรก็ตาม กรณีนาซีเยอรมัน แม้จะได้รับความสนับสนุนจากประชาชนฝ่ายข้างมากผ่านการเลือกตั้ง แต่พรรคนาซีได้อาศัยกลไกตามรัฐธรรมนูญไวมาร์ตรากฎหมายยกเลิกสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และในวันที่ ๓๐ มีนาคม ค.ศ.๑๙๓๔ รัฐสภาซึ่งพรรคนาซีครองเสียงข้างมากได้ผ่านกฎหมายมอบอำนาจนิติบัญญัติ(Ermächtigungsgesetz)ให้รัฐบาลออกกฎหมายได้เอง รัฐบัญญัติฉบับนี้มีชื่อว่า "เพื่อการก่อตั้งเยอรมันขึ้นใหม่"ให้อำนาจผู้นำ (Führer)ที่การปกครองประเทศในทุกเรื่องอาศัยอำนาจตามรัฐกำหนด ต่อมา ฮิตเล่อร์ยุบตำแหน่งประธานาธิบดี อำนาจทั้งหมดจึงรวมศูนย์อยู่ที่ฮิตเล่อร์ แต่ผู้เดียว [บุญศรี มีวงศ์อุโฆษ,๒๕๕๑:๑๒๐-๑๒๑ ; ชาญชัย แสวงศักดิ์,๒๕๕๒,๒๑๔-๒๒๒] ซึ่งเท่ากับเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญไปโดยปริยาย เพราะทำลายสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญและเปลี่ยนรูปการปกครองโดยสิ้นเชิง ซึ่งภายหลังสงครามโลกครั้งที่๒ ได้มีการสร้างระบบป้องกันความสูงสุดของรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไว้หลายประการ ซึ่งผมจะยังไม่บรรยายในครั้งนี้


นักศึกษาจะเห็นได้ว่า การลงโทษด้วยการประณาม หรือการสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นต่อผู้ที่ปฏิเสธความเชื่อของรัฐ ที่พยายาม "สร้าง" ให้เชื่อ โดยการ propaganda เป็นการเผยแพร่ความคิดความเชื่อหรือการปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดโดยเฉพาะอย่างมีระบบ เพื่อเสริมสร้างแนวทางของตนเองหรือทำลายฝ่ายตรงข้าม [ชวรัตน์ เชิดชัย,๒๕๒๗:๓๒๔] นับเป็นเครื่องมือสำคัญยิ่งของระบอบเผด็จการ ที่จะให้ประชาชนเฉยชาต่อการถูกบังคับให้เชื่อให้คิด กลายเป็นความศรัทธาอย่างไม่ต้องอ้างอิงเหตุผล อันเป็นเอกลักษณ์สำคัญของ "จารีตประเพณี" กล่าวคือ อาศัยการปฏิบัติซ้ำๆกันจนกระทั่งเชื่อว่าถูกต้อง ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ประจำชนชาติ ตราบเมื่อใช้แว่นตานี้ มองไปยังสังคมอื่นคงจะมองเห็นได้ชัด แต่ด้วย การกำหนดกรอบให้เชื่อใน"เอกลักษณ์" ที่ไม่จำเป็นต้องอ้างอิงเหตุผลนี้เอง ทำให้ "จารีตประเพณี" ก็กลายเป็น "ผลิตผล" ของ "โฆษณาชวนเชื่อ"(propaganda)เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐในทางฟาสซิสต์ โดยปริยาย เพราะผู้ที่ "เห็นต่าง" กลายเป็น "ผู้มีจิตใจไม่สะอาด" ทั้งๆที่มนุษย์พึงมีสิทธิเสรีภาพในมโนสำนึก(Freedom of Conscience) อันจะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อ มนุษย์แต่ละคนสามารถมีความคิดเป็นของตนเองอย่างหลุดพ้นจากอำนาจภายนอก ที่จะบังคับให้ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ซึ่งจะทำให้พลเมืองสามารถสร้างความเป็นปัจเจกขึ้นมาได้ในฐานะมนุษย์


พันธนาการจาก "ตำรวจความคิด" หรือ "ลูกเสือไซเบอร์" เพื่อคุ้มครอง "พระราชา" นั้น อาจารย์มีความเห็นว่า ในทางหนึ่ง ทำให้มนุษย์ประดุจหุ่นยนต์ สูญสิ้นความเป็นตัวของตนเอง และในขณะเดียวกันเขาก็ยังคงคิดว่า ตนเองยังคงมีเสรีภาพอยู่ มิได้ก้มหัวให้ใครนอกจากตัวเอง อันเป็นความรู้สึกของจอมปลอม(ไม่ใช่ตัวเขาดำริขึ้น) ที่มนุษย์ในฐานะผู้เยาว์ถูกบั่นทอนความคิดมิให้ใช้ความคิด "ต้นแบบ" โดยรัฐนำ "ความคิดสำเร็จรูปบางอย่าง" มาใส่ข้อมูลแก่พวกเขา ผ่านการทำกิจกรรมบางอย่าง เช่น อาสาสมัครปกป้องสถาบันฯ เป็นต้น ด้วยท่าทีของการขาดความเคารพในตัวเด็กอย่างเปิดเผย โดยอาศัยชุดถ้อยคำที่เรียกอย่างน่าเลื่อมใส ว่า "คุณธรรมศีลธรรม" เพื่อการสร้าง/ปลูกฝังชุดความคิดหนึ่งๆที่ฝ่ายปกครองหรือผู้ใหญ่ไม่ต้องการให้มนุษย์รุ่นถัดไปรับรู้หรือสงสัย ผ่านสิ่งที่ถูกผลิตเป็นจารีตประเพณีเพื่อปฏิเสธการให้เหตุผลใดๆ อันเป็นการบ่มเพาะโดยกลไกอำนาจรัฐผ่าน propaganda ที่เยาวชน หรือพลเมืองจะใช้ความคิดอย่างอิสระได้ยากยิ่งภายใต้พันธนาการที่รัฐปรุงแต่งให้Innocent Agent (ตัวแทนในฐานะเครื่องมือเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของผู้สั่งการ) เหล่านี้เป็นการกระทำของฝ่ายปกครอง โดยอาศัยความเป็นมนุษย์วัยเด็กของพวกเขาเป็นเครื่องมือเพื่อรัฐ ตามวิถีทางแห่งรัฐเผด็จการที่มีรัฐธรรมนูญ แม้จะโดยความยินยอมจากบุพการีหรือผู้ปกครองก็ไม่ต่างอันใดจากวิถีทางฟาสซิสต์อิตาลีและนาซีเยอรมัน คอยจับผิดอาชญากรรมทางความคิด ทั้งๆที่พลังของภาษาและการพูดไม่เคยทำให้ใครตายหรือเจ็บตัวแบบอำนาจดิบๆ ฉะนั้น "การกระทำผิดทางวาจา"(ความคิดที่ถูกถ่ายทอดออกมา) ต่อองค์กรหรือสถาบันทางการเมืองของรัฐ ย่อมไม่น่าเกิดขึ้นได้ในรัฐเสรีประชาธิปไตย เพราะการกดทับ "ความทรงจำ" ย่อมไม่ใช่การเปิดพื้นที่ต่อ "สิ่งเสรี" แต่น่าจะมีเพียงการรับผิดทางแพ่งระหว่างประชาชนด้วยกันในทางละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น วันนี้ผมขอจบการบรรยายเพียงเท่านี้ สวัสดี.


---------------------------

หมายเหตุ : ผู้เขียนใส่การอ้างอิงเป็นจำนวนมากมีสาเหตุ ๒ ประการ คือ
๑.ทุกๆชุดความคิดของแต่ละคนย่อมมีรากที่มาเสมอๆ ไม่ว่าจะกล่าวอย่างไรหรือซับซ้อนเพียงไหน
๒.(ข้อนี้เป็นเหตุผลหลัก)พยายามแสดงร่องรอยของเอกสาร ท่านผู้อ่านโปรดสังเกต "ชื่อ" และ "ปี พ.ศ." ซึ่งจะสะท้อนวิวัฒนาการทางความคิดของผู้เขียนแต่ละท่านไป และร่องรอยของจุดยืนบางประการของแต่ละท่านที่ถูกหยิบยกขึ้นมา ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า เป็นการ "แสดง"นามปี ที่น่าสนใจมากกว่าแค่ "อ้างอิง"ผิวเผิน


บรรณานุกรม

ประเภท : หนังสือเล่ม

จรัญ โฆษณานันท์, นิติปรัชญาแนววิพากษ์ , พิมพ์ครั้งที่๑. กรุงเทพฯ : นิติธรรม, ๒๕๕๐.

ชาญชัย แสวงศักดิ์ , กฎหมายรัฐธรรมนูญ แนวคิด และประสบการณ์ของต่างประเทศ , พิมพ์ครั้งที่๑ , กรุงเทพฯ : วิญญูชน , ๒๕๕๒.

ชวรัตน์ เชิดชัย , การสื่อสารและสาธารณมติ , ไม่ปรากฏครั้งที่พิมพ์ , กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , ๒๕๒๗.

ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร , ว่าด้วยความคิดทางการเมืองของณาคส์ ร็องซิแยร์ , พิมพ์ครั้งที่๑ ,กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สมมติ , ๒๕๕๓.

นันทวัฒน์ บรมานันท์ , กฎหมายปกครอง , พิมพ์ครั้งที่๑ , กรุงเทพฯ : วิญญูชน , ๒๕๕๒.

บุญศรี มีวงศ์อุโฆษ , กฎหมายรัฐธรรมนูญ , พิมพ์ครั้งที่๒ , กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , ๒๕๕๑.

ประยูร กาญจนดุล, คำบรรยายกฎหมายปกครอง , พิมพ์ครั้งที่๔ , กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , ๒๕๓๘.

ไพโรจน์ ชัยนาม, คำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบ(โดยสังเขป) เล่ม๒ , พิมพ์ครั้งที่๑ ,พระนคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , ๒๔๙๕.

ไพโรจน์ ชัยนาม, สถาบันการเมืองและกฎหมายรัฐธรรมนูญ ภาค๑ ความนำทั่วไป , พิมพ์ครั้งที่๑ ,กรุงเทพฯ : สารศึกษาการพิมพ์ , ๒๕๒๔.

ไพโรจน์ ชัยนาม , เดือน บุนนาค , ระบอบเผด็จการตามรัฐธรรมนูญ , พิมพ์ครั้งที่๑ , (ไม่ปรากฎสถานที่พิมพ์) , ๒๔๘๐.

วรพจน์ วิศรุตพิชญ์ , สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช๒๕๔๐ ,พิมพ์ครั้งที่๒ , กรุงเทพฯ : วิญญูชน , ๒๕๔๓.

วิจิตรวาทการ,หลวง , การเมืองการปกครองของกรุงสยาม , พิมพ์ครั้งที่๑ , พระนคร : โรงพิมพ์ไทยใหม่ , ๒๔๗๕.

วิษณุ เครืองาม, กฎหมายรัฐธรรมนูญ , พิมพ์ครั้งที่๓ , กรุงเทพฯ : แสวงสิทธิ์การพิมพ์ , ๒๕๓๐.

สมยศ เชื้อไทย, หลักกฎหมายมหาชนเบื้องต้น , พิมพ์ครั้งที่๑. กรุงเทพฯ : วิญญูชน , ๒๕๓๖.

หยุด แสงอุทัย , คำอธิบายรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๑๑ (เรียงมาตรา) , พิมพ์ครั้งที่๑ , พระนคร : โรงพิมพ์กรุงสยามการพิมพ์ , ๒๕๑๑.

หยุด แสงอุทัย, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พร้อมคำอธิบาย , พิมพ์ครั้งที่๑ , พระนคร : ประชานิติ , ๒๔๘๙.


ประเภท : หนังสือพิมพ์

จารึก อะยะวงศ์. "๙๙ ปี ลูกเสือไทยหายไปไหนหมด" มติชน. ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๓. หน้า ๖.


ประเภท : วารสาร

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ. (๒๕๒๗) "ปัญหาการตีความรัฐธรรมนูญและทฤษฎีความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ" นิติศาสตร์. ๑๔(๓), ๑-๔๑.


ประเภท : รายงานการวิจัย

ธเนศ วงศ์ยานนาวา, บทวิพากษ์ปรัชญา/ตรรกะของระบอบเสรีประชาธิปไตย (รายงานวิจัย) , คณะรัฐศาสตร์ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , ๒๕๕๑.

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ , องค์กรอิสระตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ (รายงานการวิจัย) , คณะนิติศาสตร์ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , ๒๕๕๐.



ประเภท : สารนิพนธ์

มลิสา ธนมิตรามณี , บทบาทการโฆษณาชวนเชื่อของพรรคนาซีในเยอรมนี ระหว่าง ค.ศ.๑๙๓๓-๑๙๔๕ , ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , ๒๕๔๑.